ลุยญี่ปุ่นกับโตเกียวยูกุตอนที่ 3

ลุยญี่ปุ่นกับโตเกียวยูกุตอนที่ 3

ดร.ฟุกุโรอุ ขอแนะนำบทความท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นสนุกๆตอนที่ 3 โดย designil
ตอน “ตะลุยปราสาทโอซาก้า กระเช้าลอยฟ้า ไปหาคุณกูลิโกะ”
osaka-640x360หลังจากตื่นมาแล้วก็ล้างหน้าแปรงฟันครับ ไม่อาบน้ำ เพราะอาบทีละ 100 เยน เลยตัดสินใจว่าจะอาบตอนกลางคืนทีเดียวพอครับ ประกอบกับอากาศเย็นสบายดี เปิดกระจกนอนได้สบาย ๆ เหงื่อไม่ออกครับ (แต่ผมก็คิดว่าอาบน้ำตอนเช้ามันดีกว่านะ สดชื่นดี)
วันนี้ออกจากโรงแรม (หรือรูหนู = =) ประมาณ 9 โมงกว่าครับ นั่งรถไฟไปสถานี Tennoji ที่ห่างจากโรงแรมสถานีเดียวเพื่อไปซื้อตั๋ว Osaka Unlimited Pass ครับ ตั๋วนี้ได้รับการแนะนำจากมามี้ @ncpeak ว่าคุ้มสุด ๆ แค่เอาไปนั่งเรือ Santa Maria ตรง Tempozan ฟรี จากราคาจริง 1500 เยนก็คุ้มแล้ว (ตั๋วราคา 2000, 2700 เยนครับ แบบ 1, 2 วัน)
พอไปถึงสถานี Tennoji ก็เดินออกจากที่ตรวจตั๋ว เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 100 เมตรก็จะถึง Tourist Center ครับ เป็นที่ให้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ปกติเจ้าหน้าที่ที่นี่จะพูดอังกฤษได้ และมีแผนที่ + แผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวให้ด้วย เพราะงั้นถ้าเราอยากได้อะไร หรืออยากถามอะไรก็ให้เช็คว่า Tourist Center ตั้งอยู่ตรงไหนบ้างก็พอครับ (ปกติจะอยู่ตึกเดียวกับสถานีรถไฟ)
หลังจากซื้อ Osaka Unlimited Pass แบบ 2 วันเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็อธิบายให้ว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง แล้วควรเดินทางจากอันไหนไปอันไหนก่อน ซึ่งที่เค้าแนะนำมาก็คือ ปราสาทโอซาก้า, Tempozan (มีกระเช้าลอยฟ้ากับเรือ Santa Maria), Floating Garden (ตึกชมวิว) แล้วก็ Onsen (อาบน้ำร้อนแบบญี่ปุ่น) ครับ
บัตรนี้จะสามารถเข้าสถานที่ต่าง ๆ ได้ฟรี 20 ที่ ตามลิงค์นี้เลยครับ: http://www.osaka-info.jp/osp/en/free/free.html
ด้วยความหิวโหยก็เลยซัดข้าวกล่องที่ 7-11 แถวนั้นไปก่อน 1 กล่อง เพราะคิดว่าอาหารแถวที่ท่องเที่ยวน่าจะแพงครับ
ผมเช็คแผนที่แล้วเห็นว่าปราสาทโอซาก้านั่งรถไฟ JR สาย Osaka Loop Line ไปประมาณ 5-6 สถานีก็ถึง ลงที่ Osakajo-koen (แปลว่า สวนปราสาทโอซาก้า.. มั้งนะ) เลยตัดสินใจเริ่มเที่ยวจากปราสาทโอซาก้า

ตะลุยปราสาทโอซาก้า Osakajo
osaka2พอลงจากสถานีรถไฟแล้วก็จะเห็นต้นไม้เต็มไปหมด แต่ไม่เห็นปราสาทครับ ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย ตามคนเยอะ ๆ ไปเดี๋ยวก็ถึง (เราเที่ยวแบบ stalker ครับ 555) ซึ่งก็จะเจอประตูใหญ่ ๆ สลับกับสวนไปเรื่อย ๆ เห็นคนมาวิ่งจอกกิ้งกันด้วยครับ = =” เพราะมันกว้างมาก จนในที่สุดก็เห็นปราสาทโอซาก้า (จะร้องไห้ T__T)

ปราสาทโอซาก้าแบบไกลๆ
รอบปราสาทมีคลองครับ แล้วก็มีกำแพงสูง ๆ คาดว่าน่าจะเหมือนสมัยพระเจ้าตากสินที่ขุดคลองรอบเมืองให้เข้ามาตียาก (อันนี้มั่วนะครับ) ก็ต้องเดินข้ามสะพานเข้าไปถึงตัวปราสาท
พอไปถึงทางขึ้นปราสาทก็ต้องซื้อตั๋วเข้าไปครับ ซึ่งผมก็ใช้ Osaka unlimited pass แลกตั๋วเข้า (เข้าได้สถานที่ละ 1 ครั้งครับ) พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ปราสาทก็สงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมปราสาทมันเล็กกว่าที่คิดไว้
ที่ชั้น 1 ของปราสาทจะมีเคาน์เตอร์ให้ยืมเครื่องอธิบายจุดต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษได้ฟรี โดยเครื่องจะเป็นสีดำ ๆ แล้วก็มีหูฟังให้เราเอามาใส่ จากนั้นแต่ละจุดในปราสาทจะมีตัวเลขกำกับไว้ เราก็กดตัวเลขบนเครื่องแล้วฟังเสียงอธิบายเลยครับ
ปราสาทนี้มี 7 ชั้น การเดินที่เค้าแนะนำคือขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด แล้วค่อย ๆ เดินลงมาทีละชั้นครับ
พอขึ้นไปชั้นบนสุดก็ได้ยินภาษาไทย อ้าว เจอคนไทยซะงั้น (แต่เหมือนจะมากันเอง ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์) ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิวครับ โดยจะมี 4 ทิศซึ่งเครื่องที่ยืมมาก็จะบอกว่าแต่ละด้านมองไปจะเห็นอะไรบ้าง
จากนั้นก็เดินลงมา ดูทีละชั้น จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทแห่งนี้ และประวัติของเจ้าของปราสาทที่ชื่อโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ครับ คนนี้เป็นคนรวบรวมประเทศญี่ปุ่นเป็นปึกแผ่น และสร้างปราสาทนี้ขึ้นมา
โดยหลังจากที่ฮิเดโยชิตายไป ลูกชายของเค้าชื่อ ฮิเดโยริ ก็ขึ้นมาแทนครับ แต่ด้วยความที่เพิ่งอายุ 5 ขวบเท่านั้น อำนาจเลยตกอยู่ในมือของข้าราชการคนอื่นแทน (นึกถึงหนังไทยเรื่องนึงเลยครับ น่าจะสุริโยไท)
ปราสาทโอซาก้าถูก โทกุกาวะ อิเอยาสุ ตีแตกครับ ซึ่งปราสาทก็ถูกเผาทิ้งไป ปราสาทในปัจจุบันเลยเป็นปราสาทที่ถูกสร้างมาเลียนแบบของจริงนั่นเอง (แต่ขนาดเล็กกว่า) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมปราสาทโอซาก้าตอนนี้จึงดูเล็ก ๆ กว่าที่ควรจะเป็นครับ

บรรยากาศในปราสาท Osaka
osaka3พอลงมาถึงชั้น 3 เค้ามีให้เช่าชุดสมัยเอโดะใส่ถ่ายรูปด้วย แล้วก็มีที่กระดาษ + ที่ปั๊มเป็นตราปราสาท วันนี้มีเด็กประถมมาเที่ยวเยอะมากครับ ก็ต่อแถวปั๊มตราปราสาทกันใหญ่เลย (พอเทียวไปเรื่อย ๆ จะพบว่าที่เที่ยวทุกที่มีเด็กมาทัศนศึกษาแทบทุกที่เลย = =” อะไรจะว่างกันขนาดนั้น)
หลังจากออกมาจากปราสาทโอซาก้าพบว่าแดดร้อนมาก ๆ ครับ (แน่ละ เดินตอนเที่ยง) ก็เลยไปหยุดซื้อไอติมแถวนั้นครับ มีซุ้มขายของกินอยู่ ผมกินไอติมโคนที่โคนทำจากแป้งเครป อร่อยสุด ๆ ครับ T___T มาโตเกียวหากินไม่ได้แล้ว เสียดายมาก ๆ เลย
ต่อจากปราสาทโอซาก้าก็เดินออกจากสวนแล้วเข้าโซนตัวเมืองครับ บรรยากาศนี่หน้ามือเป็นหลังเท้าเลย มีถนนกับตึกเต็มไปหมด สถานที่ที่จะไปต่อคือ Osaka Museum of History ครับ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากปราสาท
ตึกนี้จะตั้งอยู่หน้าตึก NHK เลยครับ หาได้ง่ายมาก ตึกสีเหลืองสวยงาม แถมมีหลายชั้นให้เดินกันจนเมื่อยอีกด้วยครับ

ไอติมแป้งเครป อร่อยสุด ๆ
osaka4ด้านในพิพิธภัณฑ์ก็จะโชว์บ้านเรือนเก่า ๆ ของญี่ปุ่น การอยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่น และเศษซากถ้วยชามที่เค้าขุดพบจากใต้ดินครับ ซึ่งก็เดินเอาเพลิน ๆ ได้แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจมากนัก
หลังจากออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็มาหาข้าวเที่ยงกินครับ ตอนนั้นประมาณบ่ายโมงกว่าแล้ว หิวมาก ๆ เลยเดินหาของกินกันแถวนั้นครับ ซึ่งแต่ละร้านก็ราคาโหดร้ายใช้ได้ จานนึง 700-1000 เยน ครับ (สมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว)
สุดท้ายขี้เกียจเดินหาแล้ว ก็เลยเข้าไปร้านนึง เป็นร้านเทมปุระครับ เซ็ตละ 700-800 เยน ผมสั่งข้าวหน้าไข่ + เทมปุระกุ้ง อร่อยใช้ได้เลยครับ
ตอนวางแผนก่อนมาญี่ปุ่นผมเจอรูปตึกชมวิว Floating Garden ตอนกลางคืนครับ เค้าเปิดไฟสวยมาก เลยอยากไปตึกนี้ตอนเย็น ๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นเลยนั่งรถไฟใต้ดินไปเที่ยวแถว Osaka Station ก่อน ซึ่งตึกชมวิวจะอยู่แถว ๆ สถานีนี้ครับ
แถวนั้นมีห้างที่ชื่อว่า HEP-Five ครับ ซึ่งบนชั้น 5 ของตึกเค้าทำกระเช้าลอยฟ้าสีแดงเอาไว้ แน่นอนว่าค่าขึ้นรวมอยู่ในบัตร Osaka Unlimited Pass ด้วย พวกผมก็เลยไปนั่งฆ่าเวลากันครับ โดยก่อนหน้านั้นได้ผ่านตึกที่มีขาย Kitkat ชาเขียว ขนมในตำนานที่คนฝากซื้อกันเยอะมาก เลยแชร์กันซื้อมากินบนกระเช้าลอยฟ้าเลยครับ
วิวบนกระเช้าลอยฟ้านี่ต้องบอกว่ายังสูงไม่พอครับ เพราะแถวนี้อยู่กลางเมือง Osaka เลยมีตึกสูงเยอะมาก ปรากฏว่านั่งไปเห็นแต่ตึกครับ = =” ถ้าเสียตังค์แยกนี่ไม่คุ้มมาก ๆ
ก่อนจะขึ้นกระเช้าเค้าถ่ายรูปหมู่ให้ด้วยครับ ตอนลงมาเค้าจะใส่กรอบเอามาขายสวยงาม แน่นอนว่าผู้ชาย 3 คนก็ไม่ซื้อแน่นอนครับ เดินผ่านไปแบบแอบสงสาร เพราะเค้าปรินท์ออกมาเรียบร้อยแล้ว T____T (จะปรินท์ออกมาก่อนทำแมวไรครับบ)

แวะชม Floating Garden Observatory หรือ Umeda Sky Building

osaka5ตอนนั้นเริ่มเย็นแล้ว เลยหาทางเดินไป Floating Garden ซึ่งหลังจากเดินไปดูแผนที่ไป ถามทางไป มาประมาณครึ่งชม.ก็ปรากฏว่า หลงทาง ครับ T[]T ทัวร์ backpack รอบนี้เดินจนขาแข็งแรงกันทุกคนเพราะหลงบ่อยแบบนี้แหละครับ = =”
สุดท้ายเลยถามทางผู้ชายคนญี่ปุ่นคนนึง ซึ่งเค้าก็ใจดีเดินมาส่งจนถึงอุโมงค์ที่มันทะลุไปตึก Floating Garden ได้ T/\T (เค้าบอกว่าเค้าต้องเดินมาขึ้นรถเมล์แถวนี้อยู่แล้ว) คนญี่ปุ่นนี่ใจดีกับนักท่องเที่ยวจริง ๆ ครับ

Floating Garden Observatory จากด้านล่าง
เสียดายว่าไปถึงตอนยังไม่มืด ตึกก็เลยยังไม่เปิดไฟครับ แต่ขนาดไม่เปิดไฟยังดูดีเลยครับ ผมว่าเค้าออกแบบตึกมาได้สวยมาก ๆๆๆๆ
ตึกนี้จะมีส่วนที่เป็นสำนักงานด้วยครับ การจะขึ้นไปส่วนจุดชมวิวจะต้องขึ้นลิฟต์พิเศษ ซึ่งจะจอดเฉพาะชั้น 22, 40 ตอนที่ผมขึ้นไปชั้น 22 ซึ่งเป็นทางเดินเชื่อม 2 ตึกแบบใส ๆ เค้าไม่ให้จอดครับ ก็เลยไปโผล่ชั้น 40 เลย (ชั้นจริง ๆ คือ 40 กว่าครับ แต่จำตัวเลขไม่ได้)
จากชั้น 40 จะสามารถดูวิวได้ครับ มีแต่คู่รักมากันเต็มเลย (แล้วผู้ชาย 3 คนนี่คืออะไร T___T) แต่จะมีส่วนที่ต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปชั้นบนสุดครับ เป็นจุดชมวิวแบบเปิดโล่งเลย
ก่อนจะขึ้นไปชั้นบนสุด เค้ามีกิจกรรมให้เขียนคำอธิษฐานของเราลงในกระดาษ แล้วเอาไปผูกในจุดที่เค้าจัดไว้ครับ ซึ่งจะมีกระดาษหลายสีแบ่งตามหมวดหมู่คำอธิษฐาน เช่น ความรัก ความสำเร็จในชีวิต หรือสุขภาพ
พอเขียนเสร็จพวกผมก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด เป็นจุดชมวิวเปิดโล่ง ซึงบรรยากาศดีมาก ๆ มองเห็นวิวทิวทัศน์รอบ ๆ เนื่องจากตอนนั้นเย็นแล้วเลยเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้ม สวยมาก ๆ ครับ อากาศก็เย็นสบายดีด้วย
ผมถือโอกาสลองแอพใน iPhone ที่เอาไว้ถ่ายแบบ Panorama ไปด้วย (จริง ๆ คือเห็นเพื่อนใช้เลยเอามาใช้บ้าง 555)
อันนี้คือรูปที่ถ่ายจากแอพ Panorama ครับผม (รูปแอบเล็กไปหน่อย T__T)
osaka6
พาโนรามา วิวบน Floating Garden Observatory
หลังจากนั้นก็ลงมาเดินเล่นในชั้นที่ผูกคำอธิษฐานครับ มีเซียมซีให้เล่น ซึ่งตามประสานักท่องเที่ยวมีอะไรก็ลองหมดครับ 555+ ได้ใบ Very Good Fortune มาซะด้วย ^^ เซียมซีที่ญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นขั้น ๆ ครับ เริ่มจากดีที่สุดคือ Very Good Fortune รองลงมาก็ Good Fortune แล้วก็เป็นธรรมดา ไปจนถึง Bad Fortune ครับ โดยในใบเซียมซีก็จะเขียนเกี่ยวกับคนรัก ของหาย สิ่งที่เราคาดหวัง อะไรพวกนี้
พอออกมาจากตึกชมวิว ก็พบว่ามันยังไม่ดึกมากนัก (ประมาณ 1 ทุ่ม) เลยไปเมืองที่เค้าบอกว่าตอนกลางคืนจะคึกคัก เรียกว่า Namba หรือ Dotonburi ครับ

พาชมแหล่งเที่ยวกลางคืนนัมบะ Namba
การเดินทางก็ไม่ยากครับ นั่ง Osaka Loop Line ไป (สาย Osaka Loop Line เป็นสายที่จะวิ่งเป็นวงกลม ผ่านจุดสำคัญต่าง ๆ ในโอซาก้าครับ) แล้วลงสถานี Imamiya ที่ผมลงผิดเมื่อวาน เสร็จแล้วจะมีรถไฟสายที่ตรงไป Namba เลย ชื่อ JR-Namba Line (แค่ 2-3 สถานีจาก Imamiya)
พอลงจากสถานีก็หาทางไปนัมบะครับ ซึ่งก็ถามทางคนแถวนั้นจนมาถึงจนได้ (แน่นอนว่าหลงไปก่อนแล้ว) พอเดินเข้าไปก็จะเจอร้านอาหารกับแกล้มอยู่ซ้ายขวา และมีถนนให้เดินหลายซอยครับ เป้าหมายของผมคือตรานักวิ่งกูลิโกะที่เค้าบอกว่าเป็นจุดสำคัญในนัมบะซึ่งจะมีคนเยอะมาก

ป้าย Dotonburi
osaka7
ก่อนจะเดินทางไปหาคุณกูลิโกะก็หาอะไรกินก่อนครับ หิวมาก ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลย เพื่อนอ่านในหนังสือท่องเที่ยวมาว่าแถวนี้เป็นต้นตำรับโอโคโนมิยากิ เลยอยากไปลองโดนสักครั้งครับ
ร้านอาหารแถวนี้มีแต่เมนูภาษาญี่ปุ่นครับ อ่านไม่ออก T___T เค้าเขียนเป็นตัวคันจิหวัด ๆ ด้วย ถ้าทั่วญี่ปุ่นมีแต่ตัวฮิรากานะชีวิตจะสบายขึ้นมากกก (ฝันไปเถอะ =[]=)
สุดท้ายไปเจอร้านเล็ก ๆ ร้านนึง ที่เขียนว่าโอโคโนมิยากิหน้าร้าน ตอนแรกไม่กล้าเข้าเพราะท่าทางน่ากลัว กลัวไปเจอร้านอาหารแพงแล้วโดนฟันเละครับ แต่ไหน ๆ ก็มาถึงนัมบะแล้ว ก็เลยเข้าไปจนได้
เปิดประตูไปก็ตกใจเลย เพราะร้านมัน เล็กมาก ๆๆๆๆ ครับ มีเคาน์เตอร์ทำอาหารด้านซ้าย ที่ผัดตรงกลาง แล้วก็ที่นั่งคนกินทางขวา เก้าอี้เรียงกันประมาณ 5-6 ตัว คือร้านนี้เข้าได้สูงสุด 5 คนก็แน่นร้านเดินไม่ได้แล้วครับ

ตอนเข้าไปไม่มีลูกค้าครับ แอบกลัวนิดนึง แต่บรรยากาศนี่เป็นแบบที่ตามหาเลย คือมีที่ผัดอยู่ด้านหน้าเรา ผัดกันให้เห็นไปเลย พนักงานในร้านมีคนเดียวคือคุณลุงเจ้าของร้าน ซึ่งคุยไปคุยมาเค้าก็บอกว่าเค้าเคยไปเที่ยวเชียงใหม่มาแล้วด้วย
ตอนแรกก็เริ่มจากโอโคโนมิยากิ 2 ที่ครับ ไม่รู้จะสั่งอันไหนเลยถามเค้าว่าเค้าแนะนำอะไร แล้วก็สั่งอันนั้นเลย ระหว่างรอผัดโอโคโนมิยากิคุณลุงก็แนะนำลูกชิ้นจีนครับ ด้วยความหิวเลยสั่งมารองท้องก่อน พอเทออกมาจากกล่องก็พบว่า… ขนมจีบนี่หว่า !!
แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกินครับ กินขนมจีบร้อน ๆ (ผัดที่เดียวกับโอโคโนมิยากินี่ล่ะ) รองท้องก่อน ซึ่งคุณลุงก็แถมปลาไข่ให้กินฟรีคนละ 2 ตัวด้วย ใจดีมาก ๆ ครับ
ได้เห็นคุณลุงทำโอโคโนมิยากิข้างหน้ารู้สึกชอบมากครับ ดูพิถีพิถันในการทำอาหารดี

โอโคโนมิยากิฝีมือคุณลุง
osaka8การทำโอโคโนมิยากิเค้าจะใส่แป้งกับผักก่อน เสร็จแล้วใส่หมู ราดซอส โรยปลาแห้ง โปะไข่ เป็นอันเสร็จพิธีครับ ระหว่างนั้นเหล่านักท่องเที่ยวจากไทยแลนด์ก็ถ่ายรูปการทำอาหารของลุงไปด้วย
โอโคโนมิยากิร้อน ๆ อร่อยมากครับ เสียดายน้อยไปหน่อยเลยไม่ค่อยอิ่ม แต่เนื่องจากกลัวค่าอาหารบานปลายเลยไม่ได้สั่งอะไรเพิ่มครับ ซึงระหว่างกินก็จิบเบียร์ไปด้วย สุนทรีย์มาก ๆ (กินไปแก้วนิด ๆ ครับ ผมคออ่อนกินเยอะไม่ได้ T_T)
หลังจากกินโอโคโนมิยากิเสร็จก็เดินชมนัมบะครับ เดินไปเจอทั้งที่ชอบปปิ้ง และซอยที่มีแต่อาบอบนวด จะเขียน 18+ ไว้หน้าร้าน และมีคนใส่สูทสีดำยืนเฝ้าอยู่หน้าร้านทุกที่ครับ
เนื่องจากอ่านมาว่าพวกนี้เค้ามีกฏหมายไม่ให้บริการคนต่างชาติ เลยไม่ได้เข้าครับ (พูดเล่นครับ = = ถึงเข้าได้ก็ไม่เข้าหรอกนะ)
เสร็จแล้วก็เดินหลงทางอีกรอบครับ เพราะตามหาคุณกูลิโกะไม่เจอ (ชีวิตช่างยากลำบาก T__T) แล้วเนื่องจากมันไม่ใช่จุดที่สังเกตง่ายจากไกล ๆ ด้วย เลยหลงมันส์มากครับ ในแผนที่ก็เขียนไม่ดีด้วย
คุณกูลิโกะแห่งนัมบะ
osaka9สุดท้ายก็เดินไปเจอคุณกูลิโกะจนได้ ซึ่งก็ไม่เห็นคนเยอะอย่างที่เค้าบอกเลย สงสัยเพราะมืดแล้วด้วย ก็เลยเก็บภาพคุณกูลิโกะมา 1 ภาพเป็นอันเสร็จภารกิจ แล้วเดินทางกลับครับ (แอบเจ็บใจว่าจะเดินตามหาเป็นชั่วโมงทำไมกัน T__T)
ขากลับร้านตามทางเริ่มปิดกันหมดแล้วครับ ไปเจอเครปน่ากินมาก สนนราคา 300 – 350 เยน เลยซื้อมากินคนละอัน (จะเห็นว่าทริปนี้หมดตังค์ไปกะการกินเยอะมาก
ที่สถานีรถไฟนัมบะจะมี Supermarket ใหญ่ที่มีข้าวกล่องลดราคาตอนดึก ๆ ครับ พวกผมเลยวางแผนว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาซื้อข้าวเย็นจากที่นี่เนี่ยแหละ ถูกดี
พอกลับมาโรงแรมคุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี เพื่อนก็เสนอว่า Osaka ไปเที่ยวพอแล้ว พรุ่งนี้ไปนาราดีกว่า เพราะเวลาน้อยมากเดี๋ยวไปเที่ยวไม่ครบ ก็เลยตัดสินใจทิ้ง Osaka Unlimited Pass ที่เที่ยวได้สองวัน เอาเวลาไปเยี่ยมชม Nara เมืองกวางครับ
คืนนั้นผมก็เช็คในเน็ต เซฟแผนที่ Nara ใส่มือถือเลย พบว่านาราเที่ยวได้ง่ายดี มีจุดสำคัญ ๆ อยู่ประมาณ 3 ที่ครับ หนึ่งในนั้นคือวัดหลวงพ่อโต Todaiji ซึ่งมีรูปปั้นพระพุทธเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นนั้นเอง
คราวหน้ามาดูกันครับว่าที่ Nara จะหลงทางกันสนุกขนาดไหน


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *